สุนันท์ แอบพล

การพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

 

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์   1)  เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ประติมากรรมสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2) เปรียบเทียบความต่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ประติมากรรมสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  กลุ่มประชากรในการวิจัยครั้งนี้จะเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ปีการศึกษา  2560 ของโรงเรียนวัดท้ายสำเภา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1จำนวน 16 คนได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ  1) ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2)   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.10/80.94 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยการใช้ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

คำสำคัญ
ชุดการสอน,การพัฒนาชุดการสอน, ประติมากรรม,สร้างสรรค์,ประถมศึกษาปีที่ 3
คำนำ
การจัดการศึกษาในปัจจุบันนี้  ยึดหลักผู้เรียนเป็นสำคัญ  ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  กระบวนการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นพัฒนาให้เป็นคนสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์และสังคม  สามารถพัฒนาตนเองและร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์การเรียนรู้ศิลปะเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มีจิตนาการทางศิลปะ  ชื่นชมความงาม  สุนทรียภาพ  ความมีคุณค่าซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์  ดังนั้น  การจัดกิจกรรมการเรียนทางศิลปะได้มุ่งเน้นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนสามารถนำไปในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง  ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์และ  สังคม  ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง  และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์  พัฒนากระบวนการรับรู้ทางศิลปะ  การเห็นภาพรวม  การสังเกตรายละเอียด  การมีความรับผิดชอบ  มีระเบียบวินัย  สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545ได้บัญญัติสาระการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยผสมผสานความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.2540:4-9)

การรับรู้ด้านศิลปะของผู้เรียนแต่ละคนนั้นมีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่างกัน  หรืออาจกล่าวได้ว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพในด้านการรับรู้  การคิด  ทักษะฝีมือ  โอกาส  เวลา  การใช้สื่ออุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกัน  อันเป็นผลเนื่องมาจากสภาพการต่าง ๆ  ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดหาอุปกรณ์  โอกาสทางการรับรู้ด้านศิลปะมีไม่เพียงพอ  หรืออาจจะไม่มีเลย  รวมทั้งเวลาในการเรียนรู้มีน้อย  ครูผู้สอนไม่สามารถที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้เรียนได้  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความเบื่อหน่ายและไม่ชอบเรียนในรายวิชาศิลปะได้  ในทางตรงข้าม  ครูผู้สอนเองก็ประสบปัญหาด้านการเรียนการสอน  กล่าวคือ  ครูผู้สอนส่วนมากยังไม่สามารถที่จะสอนวิชาศิลปะที่ทำให้ผู้เรียนรับรู้ได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ทั้งหมด  อาจจะเป็นผลเนื่องมาจากการรับภาระหน้าที่  ภาระงานที่นอกเหนือจากการสอนมากเกินไป  ไม่มีแหล่งเรียนรู้และแหล่งค้นคว้าที่หลากหลายสำหรับนักเรียน  อุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน  โดยเฉพาะวิชาศิลปะนั้นเป็นวิชาที่เน้นการฝึกทักษะ  การปฏิบัติและใช้เวลาในการปฏิบัติงาน  เพื่อเพิ่มความชำนาญแล้วการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจำเป็นจะต้องอาศัยการรับรู้ทางอารมณ์  ความพอใจ  เพิ่มและสร้างจินตนาการต่าง ๆ  เป็นผลงานศิลปะได้  เมื่อกล่าวถึงการจัดการเรียนรู้การสอนที่มีข้อจำกัดต่าง ๆ  มากมาย  เช่น  เวลา  ความไม่หลากหลายในการจัดกิจกรรมและสื่อการสอนอาจส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ลดลง  ทำได้แต่เพียงการทำงานตามที่ครูบอกให้ทำเท่านั้น

ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นพบว่า การใช้ชุดการสอนเป็นวิธีสอนที่สามารถแก้ปัญหาการสอนของครูได้ เพราะชุดการสอนใช้สื่อที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ สามารถสรุปองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง  สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพรรณ เกียรติเจริญ (2550 : 50-52) ที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยวิธีการเรียนแบบศูนย์การเรียนกับการเรียนปกติมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และนักเรียนที่เรียนโดยชุดกิจกรรมแบบศูนย์การเรียนมีคะแนนค่าเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน และงานวิจัยของ พงษ์ศักดิ์ ปัญญาดี (2551: 58-61) พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนอยู่ในระดับมาก

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว  ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสาระศิลปะ  เรื่อง  ประติมากรรมสร้างสรรค์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้  เนื่องจากชุดการสอนสามารถเร้าและกระตุ้นความสนใจของนักเรียนทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน  สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล  และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกตนเองกล้าตัดสินใจและกล้าแสดงออกสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งชุดการสอนยังสามารถช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามศักยภาพ  และตามความสามารถของผู้เรียนเองตามลำดับทีละขั้น  ชุดการสอนจะเป็นแนวทางใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาการเรียนวิชาศิลปะและเพิ่มประสิทธิภาพ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น  ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีประโยชน์ต่อผู้เรียน

วิธีดำเนินการวิจัย
1. สร้างชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามขั้นตอนเพื่อจัดทำเป็นชุดการสอน จำนวน 4 ชุด โดยกำหนดกิจกรรมให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ นำมาประกอบเป็นชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ประกอบด้วย ชุดการสอนที่  1  พื้นฐานการปั้นและการแกะสลัก   ชุดการสอนที่  2  ประเภทของงานปั้นและแกะสลัก   ชุดการสอนที่  3  ขั้นตอนและวิธีการปั้นจากกระดาษและการแกะปูนปลาสเตอร์ และชุดการสอนที่  4  งานปั้นจากกระดาษและแกะปูนปลาสเตอร์ ประกอบด้วยสื่อการเรียนรู้ บัตรคำสั่ง บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม และบัตรเฉลย โดยชุดการสอนที่สร้างขึ้นผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่านประเมินความเหมาะสมด้านต่างๆได้แก่ ด้านคำชี้แจงในการใช้ชุดการสอน ด้านจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรม ด้านแผนจัดการเรียนรู้ ด้านแบบทดสอบ ด้านภาษา โดยใช้แบบประเมินเป็นมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ ผู้วิจัยปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและนำไปทดสอบครั้งที่ 1 เพื่อหาประสิทธิภาพแบบเดี่ยว(1:1) กับกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2559 โรงเรียนวัดท้ายสำเภา ที่มีระดับพัฒนาการอยู่ในระดับเก่ง ปานกลาง อ่อน จำนวน 3 คน เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับภาษา และกิจกรรมที่ใช้ในชุดการสอน หลังจากการปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำชุดการสอนไปทดสอบครั้งที่ 2 เพื่อหาประสิทธิภาพแบบกลุ่ม(1:10) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2559 โรงเรียนวัดท้ายสำเภา ที่ไม่ใช้กลุ่มทดลองเดิมจำนวน 9 คน คละนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เพื่อดูปริมาณเนื้อหา กับเวลาที่ใช้ ว่ามีความเหมาะสมเป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่ นำข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขทดลองครั้งที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพภาคสนาม(1:100) กับประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย จำนวน 16 คน เป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดท้ายสำเภา  เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์ 80/80

2. สร้างแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบคุณภาพ แบบทดสอบที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปใช้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหานำข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่านมาปรับปรุงและแก้ไข แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เคยเรียนเรื่องนี้มาแล้วจำนวน 20 คน เพื่อหาค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ได้ข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .34 – .80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 – .64 คำนวณค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับที่ .83

การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2560 โดยใช้เวลาในการทดลองสัปดาห์ละ 2 วัน รวมเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12ชั่วโมง
สรุปผลและอภิปรายผล
1.ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นชุดการสอนที่ผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกันโดยจัดการเรียนในรูปแบบของศูนย์การเรียน แต่ละชุดการสอนย่อยจะมีศูนย์การเรียน 3 ศูนย์ ซึ่งแต่ละศูนย์การเรียนมีความสมบูรณ์จบในตัวเองนักเรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการกลุ่ม  นักเรียนพึงพอใจ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย  ทราบผลการเรียนทันทีหลังจากเรียนจบศูนย์โดยสามารถเรียนจากศูนย์การเรียนใดก่อนก็ได้ในที่สุดทุกคนจะได้เรียนรู้ครบทุกศูนย์การเรียน สอดคล้องกับ สุพรรณ เกียรติเจริญ  (2550:16) ที่กล่าวว่าการสอนให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนพึงพอใจ มีกำลังใจ ไม่ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งเป็นปัจจัยในการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์นักเรียนทราบผลการเรียนทันทีหลังจากเรียนจบศูนย์ในการทดลองภาคสนาม(1:100)กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2560  จำนวน  16  คน ของโรงเรียนวัดท้ายสำเภา  ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.06/80.48  เป็นไปเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เตือนจิต  ศรีดารา  (2548 : บทคัดย่อ)  ได้ทำการศึกษาเพื่อสร้างชุดการเรียนรู้กลุ่มสาระศิลปะ  สาระทัศนศิลป์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  และมีค่าดัชนีประสิทธิผลที่  0.50  ขึ้นไป  กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/1  และ  2/2  โรงเรียนบ้านโนนค้อ  ตำบลนาทัน  อำเภอคำม่วง  จังหวัดกาฬสินธุ์  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชุดการเรียนรู้กลุ่มสาระศิลปะ  จำนวน  6  แผน  ผลการศึกษาพบว่า  ชุดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพทั้งด้านกระบวนการและประสิทธิภาพทั้งผลลัพธ์  สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  โดยพิจารณาจากผลการหาค่าประสิทธิภาพ  (E1/E2 ) เท่ากับ  83.55/80.67  และมีค่าดัชนีประสิทธิผล  (E.I.)  เท่ากับ  0.68  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้สอดคล้องกับงานวิจัยของพงษ์ศักดิ์ ปัญญาดี  (2551:58-61)ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างชุดการสอนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนทุกชุดโดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก  ประสิทธิภาพของชุดการสอนโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 81.68/76.15 ความพึงพอใจหลังการใช้ชุดการสอนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากสอดคล้องกับงานวิจัยของอรญา นิชรัตน์(2551 :85-87) ได้ทำการวิจัยพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.23/86.13  สอดกับงานวิจัยของรัตมณี  เสนีกาญจน์  (2552 : 63)  ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ  เรื่องเทคนิคการสร้างภาพศิลปะ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ผลการวิจัยพบว่า  1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ  เรื่อง  เทคนิคการสร้างภาพศิลปะ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ทั้ง  3  กิจกรรม  ได้แก่  กิจกรรม  1  เทคนิคกาวลากเท็กซ์  กิจกรรม  2  เทคนิคเกลือและน้ำตาล  และกิจกรรม  3  เทคนิคการขยำกระดาษ  มีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ  (E1 )   และด้านผลลัพธ์  (E2 ) เท่ากับ  86.33/86.67 , 85.33/85.67  และ  86.00/87.33  ตามลำดับ  เมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่า  ชุดกิจกรรมทั้งชุดมีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.89/86.56  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งด้านกระบวนการและด้านผลลัพธ์  2)  เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่องเทคนิคการสร้างภาพศิลปะ  พบว่า  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุงกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบ  .01  ทั้งในแต่ละกิจกรรมและรวมทุกกิจกรรม  3)  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบเรื่องเทคนิคการสร้าง  ภาพศิลปะ  มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมนี้ในระดับมาก

2.คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนด้วยชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ประติมากรรมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีสำคัญทางสติที่ระดับ  .01  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  สอดคล้องกับงานวิจัยของณัฐวัณฏ์  รักษาทรัพย์  (2552 : 96)  ได้ศึกษาการพัฒนาหนังสืออ่านประกอบการเรียน  เรื่องการวาดภาพระบายสี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  กรณีศึกษาโรงเรียนรักษาทรัพย์พิทยากร  จังหวัดปราจีนบุรี  ผลการวิจัยพบว่า  นักเรียนกลุ่มที่เรียนจากหนังสืออ่านประกอบมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 สอดคล้องกับ  สุพรรณ เกียรติเจริญ  (2550 : 50-52)  ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างชุดกิจกรรมแบบศูนย์การเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องสิ่งเสพติด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่เรียนโดยชุดกิจกรรมแบบศูนย์การเรียนมีคะแนนค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  สอดคล้องกับงานวิจัยของ  อรญา นิชรัตน์ (2551 : 85-87) ได้ทำการวิจัยพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานี สำรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ครูควรจะมีบทบาทให้น้อย ในขณะที่นักเรียนใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน นักเรียนจะได้มีโอกาสศึกษาด้วยตนเองเพิ่มขึ้น
2. การมอบหมายหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มควรมีการเปลี่ยนให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้มีบทบาทในการทำงานโดยไม่จำเป็นจะต้องให้นักเรียนที่เรียนเก่งปฏิบัติอย่างเดียว
3. ก่อนที่นักเรียนจะเข้าศึกษาในศูนย์การเรียน ครูควรอธิบายถึงวิธีการใช้สื่อการสอนหรืออุปกรณ์ต่างๆภายในศูนย์การเรียนข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไป
1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างการสอนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับรูปแบบการสอนอื่น
2. ศึกษาความเข้าใจที่คงทนต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน
อ้างอิง
ณัฐวัณฏ์ รักษาทรัพย์.(2552 ). “การพัฒนาหนังสืออ่านประกอบการเรียน เรื่องการวาดภาพระบายสี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2”. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร.

เตือนจิต ศรีดารา. (2548).การสร้างชุดการเรียนรู้ กลุ่มสาระศิลปะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

พงษ์ศักดิ์ ปัญญาดี.(2551).การสร้างชุดการสอนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศานา.วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.

รัตมณี เสนีกาญจน์.(2552). “การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ เรื่องเทคนิคการสร้างภาพศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2”. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต.สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษฒ.

สุพรรณ เกียรติเจริญ.(2550 ).การสร้างชุดกิจกรรมแบบศูนย์การเรียน วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเรื่อง สิ่งเสพติด สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.(2540). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2545.กรุงเทพฯ:พริกหวานกราฟฟิค.

อรญา นิชรัตน์.(2551).การพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี.

ใส่ความเห็น